การเลือกใช้ สายไฟ ให้เหมาะสมนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวผู้ใช้งานอย่างมาก เพราะการเลือกใช้สายไฟ โดยส่วนใหญ่จะต้องเป็นผู้ชำนาญการในการเลือกใช้ แต่ทั้งนี้ หลายคนคงยังไม่รู้ว่าสายไฟนั้นมีกี่สีกันนะ และวิธีการเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสมด้วย

ตาม KACHA ไปทำความรูจักกับ สีสายไฟ ให้มากขึ้นกัน . . .


ก่อนอื่นมา ทำความเข้าใจเรื่องระบบส่งไฟแบบง่าย ๆ กันก่อนดีกว่า

  • ระบบไฟฟ้า 1 เฟส
210720-Content-สีสายไฟมีความหมายอย่างไรบ้าง-02


ระบบไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วไปตามบ้าน เป็นกระแสสลับระบบ 1 เฟส 2 สาย แรงดัน 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ โดยสายไฟ 2 สายที่ใช้ สายหนึ่งจะมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ หรือเรียกว่าสายเคอร์เรนต์ (Current line) ส่วนอีกสายจะเป็นสายนิวทรัล (Neutral line) ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ จะเห็นได้จากปลั๊กไฟตามบ้านที่มีช่องเสียบอยู่ 2 ช่อง ถ้าเอาไขควงวัดไฟลองวัดดูจะเห็นได้ว่าช่องหนึ่งจะมีไฟแดงปรากฏ ส่วนอีกช่องจะไม่มีไฟแดงปรากฏ แสดงว่าไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน แต่เมื่อเวลาใช้งานกับหลอดไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมกันทั้ง 2 สาย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าครบวงจร ส่วนบางแห่งที่เห็นปลั๊กไฟ มี 3 ช่องนั้น ยังเป็นระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟสเหมือนกัน แต่ช่องที่เพิ่มขึ้นมานั้น เป็นช่องที่ต่อกับสายดิน (Ground) เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดินเวลาเกิดไฟรั่ว เป็นการเพิ่มความปลอดภัย

  • ระบบไฟฟ้า 3 เฟส
210720-Content-สีสายไฟมีความหมายอย่างไรบ้าง-03


ระบบไฟฟ้า 3 เฟส เป็นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส 4 สาย แรงดัน 380 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ โดยที่ 3 สายจะเป็นสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน โดยทั่วไประบบไฟฟ้า 3 เฟส เป็นระบบที่ไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไฟฟ้าระบบนี้ ไม่สามารถนำมาใช้กับระบบแสงสว่าง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าตามบ้านได้โดยตรง แต่การนำระบบไฟฟ้า 3 เฟสเข้ามาใช้ในบ้านนั้น จะนำมาแบ่งแยกให้เป็นระบบไฟฟ้า 1 เฟส 3 ชุด แล้วกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ที่มีการใช้ไฟฟ้า การกระจายจุดของการใช้งานเช่นนี้ ทำให้ไฟฟ้าแต่ละเฟสไม่ถูกใช้งานมาก ถือเป็นการเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้า ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า เพราะการคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าซึ่งมีหน่วยเป็น กิโลวัตต์-ชั่วโมง จะคิดเป็นอัตราก้าวหน้า คือ ยิ่งมีการใช้ไฟฟ้ามาก ก็จะยิ่งเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้น ดังนั้น การกระจายการใช้ไฟฟ้าออกเป็น 3 ส่วน จึงทำให้การใช้ไฟฟ้าในแต่ละส่วน หรือแต่ละเฟสน้อยลง ไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูง

โดยสรุป คือ ทั้ง 2 แบบ สามารถนำมาใช้งานภายในบ้านได้เหมือนกัน หากนำระบบไฟฟ้า 3 เฟสมาใช้นั้น จะเสียค่าใช้จ่ายในตอนต้นค่อนข้างสูง เช่น ค่าติดตั้ง ค่าประกันการใช้ไฟฟ้า แต่สามารถประหยัดค่าใช้ไฟฟ้าได้ในระยะยาว ดังนั้น ควรติดตั้งกับบ้าน หรืออาคารที่ค่อนข้างใหญ่ มีการใช้ไฟฟ้าหลายจุด และเป็นปริมาณมากถึงจะคุ้มกว่า แต่หากเป็นบ้าน หรืออาคารที่มีขนาดเล็ก และมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่มาก ควรติดตั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟสก็เพียงพอ

210720-Content-สีสายไฟมีความหมายอย่างไรบ้าง-04


สีสายไฟ มีอะไรบ้าง?

ปัจจุบัน สีของสายไฟได้เปลี่ยนแปลงไปตามผลบังคับใช้ มอก.11-2553 ซึ่งต้องการเปลี่ยนสีขนาดแรงดัน และชื่อของของสายให้ตรงกับมาตรฐาน IEC code ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และร่วมถึงประเทศที่อยู่นี้กลุ่ม AEC ด้วย ให้เป็นในแนวทางเดียวกัน สร้างความเข้าใจให้ง่ายมากขึ้น ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

  • สีดำ (เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล)

หมายถึง ลวดความร้อน หรือลวดที่มีกระแสไฟฟ้า และนำพลังงานไปสู่วงจรทั้งหมด ส่วนใหญ่จะจ่ายไฟไปยังเต้าเสียบ หรือสวิตซ์ไฟฟ้า

  • สีแดง (เปลี่ยนเป็นสีดำ)

หมายถึง ลวดความร้อนสายที่สอง สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น แอร์, เตาอบ, โทรทัศน์ เป็นต้น

  • สีน้ำเงิน และสีเหลือง (เปลี่ยนเป็นสีเทา)

 หมายถึง ลวดความร้อน ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าเคลื่อนที่ ที่ใช้ปลั๊กทั่วไป เช่นพัดลม, โคมไฟ, เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

  • สีขาว หรือสีเทา (เปลี่ยนเป็นสีฟ้า)

หมายถึง สายกลางที่จำเป็น สำหรับความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • สีเขียว

หมายถึง สายดิน ช่วยป้องกันการเกินไฟฟ้าช็อตได้ ช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟไหม้


สีสายไฟ ตามมาตรฐานของประเทศไทย สามารถจำแนกสี ได้ดังนี้

ตารางเทียบสีของสายไฟ
สีเดิม สีใหม่
L1 ดำ น้ำตาล
L2 แดง ดำ
L3 น้ำเงิน เทา
N เทา / ขาว ฟ้า
G เขียว เขียวแถบเหลือง


ซึ่งระบบ 1 เฟส และ 3 เฟส จะมีสีสายไฟ แตกต่างกันตามนี้

ระบบ 1 เฟส

  • สายเฟส (L) ฉนวนเป็น สีน้ำตาล
  • สายนิวทรัล (N) ฉนวนเป็น สีฟ้า
  • สายดิน (G) ฉนวนเป็น สีเขียวแถบเหลือง

ระบบ 3 เฟส

  • สายเฟส (L1) ฉนวนเป็น สีน้ำตาล
  • สายเฟส (L2) ฉนวนเป็น สีดำ
  • สายเฟส(L3) ฉนวนเป็น สีเทา
  • สายนิวทรัล (N) ฉนวนเป็น สีฟ้า
  • สายดิน (G) ฉนวนเป็น สีเขียวแถบเหลือง

จะเห็นได้ว่าสายไฟมีคุณลักษณะหลากหลายประเภท ดังนั้น การจะจำแนกแยะแยะสายไฟแต่ละประเภท ไม่วาจะเป็น สาย THW / สาย VCT / สาย CV หรือสายอื่น ๆ จะแยกเป็นสี เพื่อทำให้ง่ายต่อการทำงาน และมีความปลอดภัยสูงยิ่งกว่าการทำสัญลักษณ์ในรูปแบบอื่น ๆ หากคุณต้องการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ควรให้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญระบบไฟฟ้าช่วยดูแลจะปลอดภัยมากกว่า


รู้จักกับสีสายไฟฟะนแล้วใช่ไหม ทั้งนี้การเปลี่ยน ซ่อมแซม สายไฟ ด้วยตนเอง ยังคงเป็นเรื่องอันตรายอยู่นัก แนะนำว่าให้ใช้ช่างผู้ชำนาญทำการเปลี่ยนให้จะปลอดภัยกว่า แต่ตอนไปเลือกซื้อก็ควรมีความรู้ไว้ติดตัวเช่นกัน ควรเลือกสายไฟที่มีคุณภาพ และให้ช่างผู้ชำนาญการเป็นคนติดตั้งเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในบ้านนั่นเอง 👌💕

>>สามารถติดตามบทความต่าง ๆ ของ KACHA ได้ตามนี้เลย<<

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

👉 ตรวจ “ระบบไฟฟ้า” ด้วยตัวเอง ทำได้อย่างไร?

👉 ท่อร้อยสายไฟ ดีอย่างไร? เดินแบบไหนดีกว่ากัน…

👉 เลือก “มิเตอร์ไฟฟ้า” แบบไหนให้เหมาะสมกับบ้าน

👉 สายไฟ มีกี่ประเภท? ใช้งานอย่างไรบ้าง?

👉 เครื่องปั่นไฟ มีประโยชน์อย่างไร?