สภาพแวดล้อม และบรรยากาศมีผลต่อสภาพจิตใจ ความเป็นอยู่ของผู้คนในหลาย ๆ กรณี เห็นได้จากการออกแบบจัดร้าน หรือการออกแบบ ตกแต่งภายในขององค์กร หน่วยงาน ห้างสรรพสินค้า ห้างร้าน ร้านค้า หรือแม้แต่การออกแบบตกแต่งภายในบ้านภายในที่พักอาศัย ที่มีการจัดจ้างบริษัทรับออกแบบ หรือมัณฑนากรมาดำเนินการให้ และ งานออกแบบตกแต่งภายใน มีความสำคัญอย่างไร? และเรื่องควรรู้ก่อนที่จะ ตกแต่งภายใน บทความนี้ KACHA มีคำตอบมาให้คุณ ตามไปดูกันเลย

งานออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Design) หมายถึง ศิลปะในการออกแบบตกแต่งภายในอาคาร หรืองานสถาปัตยกรรมให้มีความสวยงามควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอยของงาน เช่น ตกแต่งภายใน จัดผังห้อง และตกแต่งห้องให้ดูสวยงาม มีบรรยากาศเหมาะสมกับชีวิตประจำวันของผู้พักอาศัย หรือผู้เข้าใช้บริการภายในอาคารสถานที่แห่งนั้น

220211-Content-ตกแต่งภายในคืออะไร-มีความสำคัญอย่างไร02-edit

รูปแบบและลักษณะของการออกแบบตกแต่งภายใน

การออกแบบตกแต่งภายใน อาจเป็นงานที่นักออกแบบ หรือมัณฑนากรคิดสร้างสรรค์งานขึ้นมาใหม่ทั้งหมด หรือดัดแปลงปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น โดยพิจารณาเลือกรูปแบบ เลือกวัสดุตกแต่ง การกำหนดสี และแสง จนถึงขั้นการเลือกสิ่งตกแต่งเพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นงานออกแบบอินทีเรียร์ ที่มีเรื่องของงานด้านศิลปะ ที่ไม่มีรูปแบบเป็นทางการ หรือเป็นงานออกแบบภายในที่มีรูปแบบตามหลักการด้านมัณฑนากร


ความสำคัญของงานออกแบบ ตกแต่งภายใน

งานออกแบบตกแต่งภายในนั้น มีวัตถุประสงค์ของการออกแบบอยู่ 2 ประการ ได้แก่ เพื่อความสะดวกสบายทั้งกายและใจ เมื่อใช้ชีวิตอยู่บ้าน หรือในอาคารแห่งนั้น และเพื่อแสดงออกถึงความงาม และรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ ดังนั้น ความสำคัญของงานออกแบบตกแต่งภายใน จึงมีหลายด้าน ดังนี้

220211-Content-ตกแต่งภายในคืออะไร-มีความสำคัญอย่างไร03
  1. เป็นการออกแบบตกแต่งสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น เช่น ปรับปรุงออกแบบร้านค้า ร้านอาหาร ร้านนวดสปา ร้านกาแฟ ร้านตัดผมชาย หรือห้องพักอาศัยบ้านอยู่อาศัย และอื่น ๆ ทำให้มีความสวยงาม มีบรรยากาศใหม่ ๆ ไม่ซ้ำซากจำเจ
  2. งานออกแบบตกแต่งภายใน ไม่ได้ทำให้สวยงาม และมีบรรยากาศแปลกใหม่เท่านั้น แต่นักออกแบบ หรือมัณฑนากร จะออกแบบโดยคำนึงถึงระบบการทำงาน การใช้พื้นที่ ความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการใช้ประโยชน์ได้อย่างลงตัว
  3. วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกแบบตกแต่งภายใน นอกจากเป็นของตกแต่งที่มีความสวยงามโดดเด่นยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย เช่น ตกแต่งด้วยชั้นจัดวางสิ่งของ หรือสินค้า ตกแต่งด้วยกระจก เพื่อทำให้ห้องมีพื้นที่กว้างขึ้น หรือการใช้กระจกออกแบบตกแต่งในร้านค้ายังเป็นการรักษาความปลอดภัยได้อีกทางหนึ่งด้วย

ขั้นตอนมาตรฐานของการออกแบบและตกแต่งภายใน

  • ขั้นตอนการให้คำปรึกษาและขอข้อมูล

เป็นขั้นของการให้คำปรึกษา และขอข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบโครงการระหว่างลูกค้าและนักออกแบบ โดยอาจมีการพบปะพูดคุยกันมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อทำการปรับความเข้าใจต่าง ๆ และสรุปความต้องการขั้นต้นให้ตรงกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งในขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนที่ลูกค้าจะใช้สำหรับพิจารณาความสามารถ ความน่าเชื่อถือ ของนักของแบบว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ และจะสามารถทำงานร่วมกันได้ออกมาตรงกับความต้องการหรือไม่ และสำหรับนักออกแบบ ก็จะใช้ขั้นตอนนี้ในการพิจารณารับงานของลูกค้าด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่แล้วในขั้นของการให้คำปรึกษาและขอข้อมูลนักออกแบบ จะไม่คิดค่าบริการในการให้คำปรึกษา แต่หากมีค่าบริการก็จะคิดในราคาที่ไม่สูงมาก แต่เพื่อทำการลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นลูกค้า จึงควรสอบถามและตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการขอคำปรึกษากับนักออกแบบเสียก่อนที่จะมีการพบปะพูดคุยกัน

  • ขั้นตอนการวางผังและนำเสนอแนวคิดเพื่อการออกแบบขั้นต้น (Lay-out and Conceptual Design)

เป็นขั้นตอนการวางแนวความคิดของนักออกแบบให้ลูกค้าได้นำไปพิจารณาอย่างคร่าว ๆ โดยที่นักออกแบบจะต้องออกแบบ และวางผังพื้นที่ใช้สอยอย่างง่าย (Lay-out Plan) รวมทั้งจะต้องทำการพิจารณารูปแบบที่จะใช้สำหรับงานออกแบบ (Style) และการแบ่งพื้นที่ใช้สอย (Zoning) ให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสม ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งส่วนมากเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ นักออกแบบจะนำนิตยสาร หรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งภายในมานำเสนอแนวคิดในรูปแบบต่าง ๆ แก่ลูกค้า ในขั้นตอนดังกล่าว ลูกค้าจึงจะได้ทราบรูปแบบโดยรวม และแนวทางของงานที่จะถูกพัฒนาต่อไป

  • ขั้นตอนในการพัฒนาแบบร่างขั้นต้น

เป็นขั้นตอนที่นักออกแบบจะต้องทำการนำเสนอแบบร่างอย่างง่ายแก่ลูกค้า ตามรูปแบบที่ได้ผ่านการอนุมัติมา ทั้งในด้านแนวความคิดของงานออกแบบและผังพื้นที่ในการใช้สอย เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดจินตภาพและเข้าใจภาพรวมของงานออกแบบมากยิ่งขึ้น โดยที่นักออกแบบ สามารถเลือกนำเสนอได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่ รูปแบบ Model รูปแบบภาพ Sketch หรือรูปแบบ Perspective เป็นต้น ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนาแบบร่าง ขั้นตอนนี้ ลูกค้าจะสามารถขอปรับ หรือแก้ไขรูปแบบของงานได้ แต่มักมีข้อกำหนดสำหรับบริษัทหลายแห่ง คือ จำนวนครั้งในการขอปรับแก้นั้น สามารถทำได้ไม่เกิน 2 ครั้งรวมทั้งไม่ควรปรับแก้จนผิดไปจากผังและรูปแบบที่ได้ถูกวางเอาไว้มากจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้งานยืดเยื้อ และส่งผลให้เสร็จไม่ทันในระยะเวลาที่กำหนด

  • ขั้นตอนในการพัฒนาแบบร่างขั้นสุดท้าย

ขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนที่นักออกแบบจะนำแบบร่างขั้นต้นมาพัฒนาต่อ เพื่อทำการนำเสนอลูกค้า ให้มีความใกล้เคียงกับผลงานออกแบบจริงมากที่สุด โดยที่ส่วนมาก มักใช้รูปแบบการนำเสนอแบบภาพ Perspective และแบบ Model ที่มีความเสมือนจริง ทำให้ลูกค้าเกิดจินตภาพที่ชัดเจนในงานออกแบบทั้งหมด และเนื่องจากแบบร่างขั้นสุดท้ายนี้ เป็นแบบร่างที่ได้ผ่านการอนุมัติจากแบบร่างขั้นต้นมาแล้ว ลูกค้าจึงสามารถขอปรับแก้ไขแบบร่างได้เพียงเล็กน้อยในส่วนของรายละเอียดเท่านั้น แต่หากลูกค้าต้องการปรับแก้แบบร่างในส่วนหลักของงาน บริษัทหรือนักออกแบบ จะทำการคิดค่าบริการเพิ่มในส่วนของงานที่จะต้องทำการแก้ไขและออกแบบใหม่ทั้งหมด

  • ขั้นตอนของการกำหนดวัสดุสำหรับตกแต่งภายในทั้งหมด

เป็นขั้นตอนการกำหนดวัสดุที่จะนำมาใช้ในการตกแต่งทั้งหมดให้ลูกค้าได้พิจารณา โดยนักออกแบบจะอ้างอิงจากงานแบบร่างขั้นสุดท้ายที่ได้ผ่านการการอนุมัติมาแล้ว เพื่อจัดทำรูปแบบนำเสนอให้ลูกค้า ได้ทำการพิจารณาเปรียบเทียบวัสดุ การฉลุลายเหล็ก โลหะ เพื่อการออกแบบ โดยส่วนใหญ่นักออกแบบมักนำเสนองานในรูปแบบของ Material Board หรือแผ่นกำหนดวัสดุ ก่อนที่จะทำการรวมและประกอบแบบร่างเข้าด้วยกัน จากนั้น นักออกแบบจึงจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนสุดท้าย คือ ขั้นตอนการเขียนแบบรายละเอียดต่อไป

  • ขั้นตอนของการเขียนแบบรายละเอียด

เป็นขั้นตอนที่นักออกแบบจะเขียนแบบรายละเอียด และทำการพิมพ์แบบฉบับร่างออกมา เพื่อนำเสนอให้ลูกค้าได้พิจารณารายละเอียดทั้งหมดของงาน ซึ่งแบบรายละเอียดนี้ จะต้องถูกเขียนให้ตรงตาม Material Board และแบบร่างขั้นสุดท้ายที่ผ่านการอนุมัติมาแล้ว โดยส่วนมากนักออกแบบมักใช้ระยะเวลาทำงานในขั้นตอนดังกล่าว ประมาณ 15-30 วัน หลังจากนั้น จึงจะส่งแบบรายละเอียดฉบับร่างไปให้แก่ลูกค้า โดยที่ลูกค้าสามารถทำการแจ้งขอปรับแก้รายละเอียดในแบบกับนักออกแบบได้ และเมื่อแก้ไขแบบรายละเอียดฉบับร่างได้ตรงตามที่ต้องการแล้ว นักออกแบบจึงจะทำการพิมพ์แบบรายละเอียดฉบับจริงต่อไป

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตกแต่งภายใน

  • คิดและวางแผนความต้องการให้ชัดเจน

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายใน เราควรที่จะเข้าใจความต้องการของตัวเองก่อน ว่าในบ้าน หรือคอนโดที่เราต้องการตกแต่งนั้น อยากให้มีห้องอะไรบ้าง มีฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นยังไง แต่ละห้องใช้เฟอร์นิเจอร์กี่ตัว ตกแต่งสไตล์ไหน เราต้องการใช้ส่วนไหนทำอะไร จะอยู่ที่ตำแหน่งไหน การที่เราไม่กำหนดฟังก์ชันการใช้งานให้ชัดเจน จะทำให้เกิดการปรับแบบในภายหลังได้ เช่น บางครั้งเราสรุปกับนักออกแบบไปแล้ว แต่นึกออกทีหลัง เช่น ควรจะต้องมีห้องเก็บของเพิ่ม ต้องมีห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุเพิ่ม สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักออกแบบตกแต่งภายในต้องมารื้อแบบใหม่อีก

  • กำหนด Concept การออกแบบตกแต่งภายใน

เมื่อเรารู้ความต้องการของเราแล้วว่าเราอยากได้อะไรบ้าง ขั้นตอนนี้ จะเข้าสู่กระบวนการออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำ คือ การกำหนด concept เป็นตัวช่วยให้การตกแต่งบ้านออกมาในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องกัน โดยจะต้องคำนึงถึง แนวความคิดในการออกแบบ สไตล์ การใช้สี และบรรยากาศ การใช้วัสดุ และการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เช่น กำหนด Concept ว่า อยากทำบ้านหลังเล็ก ๆ ให้เหมือนรีสอร์ท เราก็จะคิดต่อว่าจะใส่ลูกเล่นอะไรให้ได้ความรู้สึกเหมือนเป็นรีสอร์ท เช่น ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการออกแบบตกแต่งภายใน ออกแบบให้มีช่องแสง หรือหน้าต่างที่เปิดกว้างสำหรับรับวิว เป็นต้น

220211-Content-ตกแต่งภายในคืออะไร-มีความสำคัญอย่างไร04
  • ระวังค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแฝง

บางครั้งเราจ้างนายหน้าในการช่วยคอยประสานงาน ติดต่อหาบ้าน หรือคอนโดต่าง ๆ ให้ ซึ่งมันก็มีข้อดีที่ช่วยให้เราสะดวกมากขึ้น แต่ก็จะมีค่านายหน้าของ Agent ที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อม เช่น นอกจากที่นายหน้าจะได้รับค่าบริการตามที่ตกลงกับลูกค้าแล้ว จะมีส่วนที่ได้จากทางผู้รับเหมา หรือส่วนงานอื่น ๆ ตามตกลงอีกด้วย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับงบประมาณของงานก่อสร้าง หมายความว่า ราคางานก่อสร้างของงานออกแบบตกแต่งภายในที่ผู้รับเหมาเสนอให้ลูกค้า ก็มีค่าบริการส่วนนี้ลงไปด้วยโดยที่ลูกค้าไม่รู้ตัว วิธีการป้องกัน คือ เปรียบเทียบราคาหลาย ๆ Agent เลือก Agent ที่เราสนใจมาเปรียบเทียบกัน แต่อย่าลืมพิจารณาถึงคุณภาพของแต่ละคนประกอบด้วย

  • นักออกแบบตกแต่งภายใน

การเลือกนักออกแบบตกแต่งภายในที่ดี ไม่ควรที่จะดูแค่รูปผลงานที่นำเสนอเพียงอย่างดียว ควรดูที่ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในปัจจุบัน การทำภาพให้สวยออกมาเป็นผลงานของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ใช้ Software ที่ทำได้ดีขึ้น Render ได้เร็วขึ้น ให้ดูสมจริงขึ้น การทำรูปผลงานออกมาให้ดูสวยงาม ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่จริง ๆ แล้วยังมีรายละเอียดอื่นที่สำคัญ เช่น การจัดวางพื้นที่ เลือกวัสดุที่เหมาะกับงบประมาณ ประสบการณ์การทำงาน งานระบบต่าง ๆ

การเลือกจ้างนักออกแบบตกแต่งภายใน หรือสถาปนิก ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องหาคนที่มีประสบการณ์ ความชำนาญ เชี่ยวชาญ เพราะนักออกแบบตกแต่งภายในที่มีประสบกาณ์จะรู้ว่าจะต้องทำยังไงให้บ้านเราออกมาดูดีและฟังก์ชั่นการใช้งานครบ ทั้งยังทำภาพจำลองบรรยากาศ หรือ ภาพ 3D หรือ Tive เป็นภาพจำลองทัศนียภาพให้เราเห็นเป็นภาพก่อน

10 วิธีง่าย ๆ ตกแต่งบ้านไม่ให้งบบานปลาย

คอนโด หรือบ้านในฝันมือหนึ่งที่เราเพิ่งซื้อมาหมาด ๆ ส่วนใหญ่จะมาแบบห้องเปล่า ๆ อย่างมากก็อาจมีครัว และห้องน้ำ แต่คอนโด หรือบ้านบางแห่ง อาจจะแถมเฟอร์นิเจอร์ Built-in มาบ้าง หรือบางทีเราก็อยากแต่งคอนโดมือสองที่ซื้อมา ให้ดูโมเดิร์นกว่าเดิม เตียง ตู้ โต๊ะ โซฟา ต้องเป็นแบบนั้น สีต้องเป็นเฉดนี้ ซึ่งเรามีเคล็ดลับการบริหารเงินเกี่ยวกับการตกแต่งคอนโดบ้านมาให้ลองเอาไปปรับใช้กัน ดังนี้

  • ตั้งงบคร่าว ๆ

ให้เราเขียนสิ่งที่อยากได้ เซฟภาพของตกแต่งบ้าน และราคาเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อดูงบคร่าว ๆ ว่าทั้งหมดตามฝันเราจะใช้เงินเท่าไร ถ้างบเกินจากที่เรามีมาก ก็ต้องตัดทิ้ง หรือหาของที่ถูกลง

  • ค่อย ๆ ซื้อสะสม

เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านหลายอย่างเป็นสินค้าราคาสูง  ถ้าจะซื้อพร้อมกันทีเดียว คงจะยากไป เราก็ทยอยซื้อทีละชิ้น เริ่มซื้อชิ้นสำคัญจากมากไปหาน้อย ซื้อของแต่งห้องต้องใจเย็น ๆ เพราะเป็นเรื่องไม่เร่งด่วน การใจเย็นทำให้เรามีเวลาเลือกของที่ใช่สุด ๆ อีกด้วย นอกจากนี้เงินจะได้ไม่จมกับของแต่งบ้านมากนัก เอาเงินไปทำเรื่องอื่นก่อนได้

  • ใช้บัตรเครดิตซื้อ

อีกวิธีที่เราไม่ต้องทุ่มเงินก้อนโตแต่งบ้าน คือ ใช้บัตรเครดิตซื้อ เพราะร้านเฟอร์นิเจอร์  ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ แห่ง เขาให้ใช้บัตรเครดิตซื้อแล้วผ่อน 0% แต่ต้องระวังอย่ารูดบัตรจนเกินกำลังผ่อนต่อเดือนของเราด้วย โดยควรตั้งเป้าหมายการเป็นหนี้ไม่เกิน 20% ของรายได้ต่อเดือน สมมุติเงินเดือน 20,000 บาท ก็ไม่ควรมียอดจ่ายบัตรเครดิตเกิน 4,000 บาท/เดือน เป็นต้น

  • เก็บออมเงินแต่งบ้านเข้าบัญชีกองทุนรวม

ระหว่างที่เราทำงานเก็บสะสมเงิน เพื่อซื้อของมาแต่งบ้าน ควรจะเลือกที่พักเงินที่มีโอกาสได้ดอกเบี้ยมากกว่าการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา เช่น มองหา “กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น” ซึ่งเป็นกองทุนหนึ่งที่ความเสี่ยงไม่สูง และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์  อย่างไรก็ตามควรศึกษาเงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนที่จะลงทุน ให้เข้าใจก่อนลงทุนด้วย

  • งานตกแต่งง่าย ๆ ให้ทำเอง

งานตกแต่งบางงาน เช่น ทาสีห้อง ติดวอลเปเปอร์ ต่อเฟอร์นิเจอร์ง่าย ๆ ถ้ามีเวลาอาจชวนเพื่อน ชวนแฟน มาช่วยทำ แป๊บเดียวก็เสร็จ ประหยัดเงินได้อีก แถมได้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างแก๊งเพื่อน นอกจากนี้ ยิ่งเราใช้ไอเดียตัวเองมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งประหยัดงบแต่งบ้านมากขึ้นเท่านั้น

  • คำนึงตอนขายต่อ

บ้านเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยขายต่อกันเท่าไหร่ แต่คอนโดเป็นทรัพย์สินที่เรามีโอกาสขายต่อสูงมาก บางทีชีวิตของเราต้องเปลี่ยนแปลง ย้ายที่ทำงาน ต้องการเงินด่วน แต่งงานมีลูกต้องขยายพื้นที่ ฯลฯ ดังนั้น ขอแนะนำว่าอย่าแต่งห้องสไตล์อะไรที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวมากเกินไป ควรจะแต่งให้กลาง ๆ ทาสีโทนปกติที่คนทั่วไปนิยม เช่น ผนังทาสีอ่อน เฟอร์นิเจอร์ไม่ต้องพิสดารมาก สไตล์กลาง ๆ แต่ถ้าอยากแต่งให้เฉพาะตัวจริง ๆ ก็ควรหาวิธีแต่งที่ไม่ถาวร เช่น อยากได้ห้องอิฐแดงสไตล์ลอฟท์ เราก็ไม่ควรก่ออิฐถือปูนในห้อง อาจจะเลือกใช้แค่วอลเปเปอร์รูปอิฐก็ได้ วันไหนเกิดอยากขายต่อก็แค่แกะวอลเปเปอร์ออกไป

  • เลือกเฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชั่น

คอนโดส่วนใหญ่ จะมีขนาดห้องประมาณ 30 ตารางเมตร ดังนั้น ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่เข้าคอนโดต้องคิดหลายตลบหน่อย ถ้าซื้อมาเยอะก็ล้นห้องจนไม่มีทางเดิน เราควรซื้อของที่เป็นมัลติฟังก์ชั่น ใช้งานได้หลายอย่างในชิ้นเดียวกัน ประหยัดเงิน ประหยัดพื้นที่ เช่น ซื้อโซฟาเบดแทนโซฟาปกติ ใช้เป็นเตียงก็ได้ โซฟาก็ดี หรือซื้อเตียงมีช่องเก็บของด้านล่าง ซื้อที่นอนโดยไม่ใช้เตียงเพื่อประหยัดพื้นที่เก็บได้ เป็นต้น

  • คำนึงคุณภาพมากกว่าราคา

จะแต่งบ้านแต่งห้องทั้งที อย่าขี้เหนียวซื้อของดูแต่ราคาถูก ให้ซื้อที่ทนทาน และราคาสูงขึ้นมาหน่อยแบบสมเหตุผล เพราะของถูกมักใช้วัสดุที่อายุการใช้งานสั้น ซื้อมาแล้วไม่กี่เดือนก็เสื่อมสภาพ ทำให้เสียเงินซ้ำซากได้

  • เลือกของที่ดูแลรักษาง่าย

อย่าลืมว่าสิ่งของทุกอย่างที่ซื้อมา ย่อมมีการเสื่อมสภาพ และต้องการการดูแลรักษาอยู่เสมอ อย่าเลือกอะไรที่ทำความสะอาดยาก เช่น โซฟาควรถอดข้างนอกซักได้ หรือซื้อเป็นโซฟาหนังแทนแบบผ้า เลือกใช้สีทาผนังที่เช็ดรอยเลอะได้ เป็นต้น เพราะจะช่วยประหยัดเงิน สภาพดูดีเสมอ ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อย ๆ

  • กู้เงินเพื่อตกแต่งบ้าน

ถ้าต้องการเงินเร็ว ๆ เช่น ต้องต่อเติมห้อง รีโนเวทคอนโด เพื่อให้สมาชิกใหม่อยู่ เราก็สามารถกู้สินเชื่อ เพื่อการตกแต่งจากธนาคารได้ ซึ่งรายละเอียด จะแตกต่างกันไปแล้วแต่เงื่อนไข ถ้ามีหลักทรัพย์ค้ำประกันตอนกู้ ดอกเบี้ยก็จะถูกกว่าไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเราสามารถปรึกษาฝ่ายสินเชื่อของธนาคารได้ แต่อย่าลืมว่ายอดชำระหนี้ทุกอย่างรวมกันต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ หรือไม่ควรเกิน 40% ของรายได้เรา เป็นต้น

แม้งานออกแบบตกแต่งภายใน จะเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่การออกแบบอาจไม่มีหลักตายตัว แต่การออกแบบโดยนักออกแบบมืออาชีพที่มีความรู้ และมีประสบการณ์ จะช่วยให้งานออกแบบตกแต่งภายในนั้นสวยงาม และบ่งบอกรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

📣✨ตกแต่งภายในบ้านกันแล้ว อย่าลืมตัวช่วยดี ๆ ในการช่วยจัดระเบียบบ้าน ห้องเก็บของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้นกับ โต๊ะสแตนเลส ด้วยวัสดุที่แข็งแรง คุ้มค่า ประกอบง่าย ทนทาน มีให้เลือกหลากหลาย ช่วยให้จัดระเบียบสินค้าภายในคลังได้ดี สินค้ามีให้เลือกแบบหลากหลาย ✨

220211-Content-ตกแต่งภายในคืออะไร-มีความสำคัญอย่างไร06
220211-Content-ตกแต่งภายในคืออะไร-มีความสำคัญอย่างไร07